This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
Yield แปลว่าอะไร? ทำความเข้าใจผลตอบแทนการลงทุนแบบครบถ้วน
ในโลกการเงินและการลงทุน เมื่อเราพูดถึง yield แปลว่า อัตราผลตอบแทน หรือผลกำไรที่เราคาดหวังจะได้รับจากเงินที่นำไปลงทุน ความเข้าใจในแนวคิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจลงทุนอย่างฉลาด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ yield แปลว่า อย่างไร และวิธีใช้ประโยชน์จากมันในการสร้างสรรค์ผลตอบแทนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
Yield แปลว่า – คำตอบง่ายๆที่นักลงทุนต้องรู้
Yield ในภาษาไทยแปลว่า ผลตอบแทน หรือ อัตราผลตอบแทนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าเมื่อคุณลงทุนเงินจำนวนหนึ่ง คุณจะได้รับผลกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี
เข้าใจง่ายๆ ถ้าคุณลงทุน 1,000 บาท และได้รับ yield 5% ต่อปี นั่นคือคุณจะได้ผลตอบแทน 50 บาทต่อปีจากการลงทุนนั้น
Yield สามารถมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่คุณลงทุน เช่น เงินปันผลจากหุ้น ดอกเบี้ยจากพันธบัตร หรือค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นรูปแบบของ yield ที่ผู้ลงทุนต้องรู้จัก
วิธีคำนวณ Yield ด้วยสูตรที่ใช้งานจริง
การคำนวณ yield ไม่ได้ซับซ้อนเท่าที่คิด หากเข้าใจสูตรพื้นฐาน
สำหรับการลงทุนทั่วไป สูตรคือ:
Yield = (ผลตอบแทนประจำปี ÷ ราคาสินทรัพย์) × 100%
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อพันธบัตรมูลค่า 1,000 บาทและได้รับดอกเบี้ย 50 บาทต่อปี ผลตอบแทน = (50 ÷ 1,000) × 100% = 5% ต่อปี
สูตรนี้ใช้ได้กับหลายประเภทสินทรัพย์ แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามลักษณะของการลงทุน เช่น สำหรับหุ้น คุณอาจต้องคิดรวมเงินปันผลและการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น
5 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ Yield
ไม่ได้ทุก yield มีอัตราเดียวกัน มีปัจจัยจำนวนมากที่ส่งผลต่อขนาดของ yield ที่คุณจะได้รับ
ประเภทของสินทรัพย์ เป็นปัจจัยแรก หุ้นมักให้ yield ที่สูงกว่าพันธบัตร แต่มีความเสี่ยงสูงกว่า ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลให้ yield ต่ำแต่ปลอดภัยกว่า
สภาวะตลาด มีอิทธิพลสำคัญ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูง yield ของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้นด้วย สภาวะเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความเสี่ยงทางการเมือง ล้วนส่งผลต่อ yield ที่นักลงทุนต้องการ
ระยะเวลาการลงทุน ก็ส่งผลด้วย การลงทุนในระยะยาวมักให้ yield สูงกว่า เพราะเงินของคุณทำงานให้ได้ผลมากขึ้น
ความเสี่ยง เป็นปัจจัยสำคัญ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงต้องให้ yield สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยง นี่คือหลักการพื้นฐาน เสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง
นโยบายการจัดการ ของบริษัทหรือองค์กรที่ลงทุนก็สำคัญ บริษัทที่แจกเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นสม่ำเสมอ หรือบริษัทที่ลงทุนในการพัฒนา จะส่งผลต่อ yield ที่คาดหวังได้
ประเภท Yield ที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจ
มีประเภท yield หลายแบบ แต่ละแบบมีลักษณะและวิธีคำนวณที่แตกต่างกัน
Dividend Yield คือผลตอบแทนจากเงินปันผล สูตร = (เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาหุ้นปัจจุบัน) × 100% ตัวอย่างเช่น หากหุ้น A ราคา 100 บาทจ่ายเงินปันผล 10 บาท แล้ว Dividend Yield = (10 ÷ 100) × 100% = 10% ต่อปี นักลงทุนคนนี้จะได้ผลตอบแทน 10% จากเงินปันผลเพียงอย่างเดียว
Earnings Yield (บางครั้งเรียก Stock Yield) คือผลตอบแทนจากกำไรสุทธิของบริษัท สูตร = (กำไรสุทธิต่อหุ้น ÷ ราคาหุ้นปัจจุบัน) × 100% หากบริษัท B กำไรสุทธิ 5 บาทต่อหุ้น และราคาหุ้น 50 บาท แล้ว Earnings Yield = (5 ÷ 50) × 100% = 10% ต่อปี
Bond Yield คือผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร หากคุณซื้อพันธบัตร 1,000 บาทได้รับดอกเบี้ย 50 บาท Bond Yield = (50 ÷ 1,000) × 100% = 5% ต่อปี นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทน 5% ต่อปีจากการถือพันธบัตรนี้
Mutual Funds Yield หรือ yield ของกองทุนรวม คำนวณจาก (รายได้ทั้งหมดของกองทุน ÷ มูลค่าสุทธิของกองทุน) × 100% รายได้ของกองทุนมาจากเงินปันผลของหุ้นและดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่กองทุนลงทุน ตัวอย่าง กองทุน A มีรายได้ 100 บาท มูลค่า 1,000 บาท Yield = (100 ÷ 1,000) × 100% = 10%
Yield ของตลาดหุ้น มีสองประเภทหลัก คือ Dividend Yield และ Earnings Yield ทั้งสองช่วยให้ผู้ลงทุนประเมินว่าหุ้นใดให้ผลตอบแทนดีกว่า
ความแตกต่างระหว่าง Yield และ Return – อะไรคือความสำคัญ?
หลายคนสับสนระหว่าง yield และ return แม้ว่าคำทั้งสองใช้อธิบายผลตอบแทน แต่มีความแตกต่างที่สำคัญ
Yield คือผลตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้รับในอนาคต โดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ เช่น เงินปันผลที่หุ้นให้ หรือดอกเบี้ยจากพันธบัตร Yield เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างคงที่และสามารถคาดการณ์ได้
Return (ผลตอบแทนจริง) คือสิ่งที่คุณได้รับจริง รวมถึงผลตอบแทนจากการได้รับเงินปันผลหรือดอกเบี้ย บวกกับกำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ถ้าคุณซื้อหุ้น 100 บาทและขายไป 120 บาท บวกเงินปันผล 5 บาท ผลตอบแทนจริงคือ (20 + 5) ÷ 100 × 100% = 25%
ตัวอย่างให้ชัดเจน ลองนึกถึง Dividend Yield ของหุ้นอยู่ที่ 5% เรียก yield คือ 5% แต่ถ้าราคาหุ้นตกลงมา 10% ผลตอบแทนจริง (return) จะเป็นลบ 5% (รับเงินปันผล 5% แต่ขาดทุนจากราคา 10%) ดังนั้น yield บอกเพียงส่วนหนึ่ง return คือภาพที่สมบูรณ์
เลือก Yield แบบไหนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด
คำถามที่นักลงทุนมักถามคือ “Yield แบบไหนให้ผลตอบแทนสูงสุด” คำตอบไม่ได้ง่ายเพราะมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของคุณ
หุ้น ให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะในระยะยาว แต่มีความเสี่ยงสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่อดทนต่อความผันผวน หุ้นเติบโต หุ้นเทคโนโลยี มักให้ yield สูง
อสังหาริมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนที่สูงและเสถียร ผ่านค่าเช่าและการขึ้นราคาทรัพย์สิน แต่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นจำนวนมาก เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินทุนก้อนใหญ่
ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตร ให้ yield ต่ำกว่า แต่ปลอดภัยกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้เสถียรและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
กองทุนรวม เป็นตัวเลือกที่ดี สามารถกระจายความเสี่ยงและให้ yield ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุน
สินทรัพย์ไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด
สินทรัพย์ที่ให้ yield สูง มักมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน นี่คือกฎทองของการลงทุน
หุ้น ให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว มีความเสี่ยงสูง เหมาะสำหรับผู้อดทน หุ้นเติบโต หุ้นเทคโนโลยี เป็นตัวเลือกยอดนิยม
อสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอยู่อาศัยหรือเชิงพาณิชย์ให้ผลตอบแทนดี แต่ต้องการเงินจำนวนมากและมีความเสี่ยงปานกลาง
กองทุนรวม ให้ผลตอบแทนหลากหลาย บางกองดี บางกองไม่ดี ต้องเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงของคุณ
ทองคำ ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ให้ผลตอบแทนปานกลาง เหมาะสำหรับกระจายความเสี่ยง
สกุลเงินดิจิทัล ให้ผลตอบแทนสูงมาก แต่มีความเสี่ยงสูงมาก เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจและยอมรับความเสี่ยง
สรุป
Yield แปลว่า ผลตอบแทนการลงทุน เป็นหนึ่งในแนวคิดพื้นฐานที่ทุกนักลงทุนต้องรู้ ไม่ว่าคุณจะลงทุนในหุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวม ความเข้าใจเกี่ยวกับ yield จะช่วยให้คุณตัดสินใจอย่างฉลาด
ประเด็นสำคัญคือ yield ที่สูง มักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูง ดังนั้นการเลือก yield ที่เหมาะสมต้องพิจารณาความสามารถในการรับความเสี่ยง ระยะเวลาการลงทุน และเป้าหมายทางการเงินของคุณ
เมื่อคุณเข้าใจ yield แปลว่า ได้จริง คุณจะมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์และประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนของตนเอง ทำให้เงินทำงานให้คุณได้อย่างเต็มที่