Bid Offer คือ ระบบจับคู่ซื้อขายที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อกระเป๋าของคุณ

เมื่อคุณเข้าแอปลิเคชันเทรดและเห็นราคาหุ้น 173 ดอลลาร์ คุณอาจคิดว่านั่นคือราคาจริงของหุ้นตัวนั้น แต่ความจริงแล้ว bid offer คือ ระบบราคาที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง ซึ่งกำหนดว่าคุณต้องจ่ายเงินจริงเท่าไหร่และจะได้เงินเท่าไหร่เมื่อขาย ระบบนี้ไม่ใช่การตั้งราคาแบบทางการ แต่เป็นการเสนอราคาที่เกิดจากความต้องการและอุปทานของตลาดในแต่ละช่วงเวลา

Bid Offer คือ ระบบที่ตัดสินว่าคุณได้เงินหรือเสียเงินแม่นยำแค่ไหน

ราคา Bid (ราคาเสนอซื้อ) คือจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้ซื้อพร้อมจ่ายในขณะนี้ ในขณะเดียวกัน ราคา Offer (ราคาเสนอขาย) คือจำนวนเงินต่ำสุดที่ผู้ขายพร้อมยอมรับ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองคือ spread หรือ “ส่วนต่าง” ซึ่งเป็นต้นทุนที่โบรกเกอร์หรือสถาบันกลางจะเก็บจากการทำธุรกรรมของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเห็นหุ้น A มี Bid ที่ 100 บาท และ Offer ที่ 100.50 บาท ความหมายก็คือ:

  • ถ้าคุณต้องการขาย หุ้นนี้ตอนนี้ คุณจะได้เงินที่ราคา Bid = 100 บาท
  • ถ้าคุณต้องการซื้อ หุ้นนี้ตอนนี้ คุณจะต้องจ่าย Offer = 100.50 บาท
  • ส่วนต่าง 0.50 บาทนั้นจะเป็นรายได้ของผู้กลาง

ผู้ขายเดือดร้อนกับราคา Bid ผู้ซื้อเดือดร้อนกับราคา Offer

Bid คือราคาที่ผู้ขายต้องยอมรับ เมื่อคุณต้องการขายหลักทรัพย์ สิ่งที่คุณได้รับเป็นอยู่ในราคา Bid เสมอ ปัญหาคือ Bid มักจะต่ำกว่าราคาตลาดที่คุณเห็นอยู่ เพราะมันแสดงถึงสิ่งที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายในขณะนี้เท่านั้น ถ้าตลาดรูขึ้น ความต้องการลดลง ราคา Bid ก็จะลดไปด้วย ทำให้คุณอาจได้เงินน้อยกว่าคาดการณ์

Offer คือต้นทุนที่ผู้ซื้อต้องเสียใจ เมื่อคุณต้องการซื้อหลักทรัพย์ คุณต้องจ่ายในราคา Offer ซึ่งมักจะสูงกว่าราคา Bid ยิ่ง Spread กว้างเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งต้องเสียเงินมากเท่านั้นในการเข้าตำแหน่ง ในบางครั้ง หลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องน้อย (ไม่มีคนซื้อขายบ่อย) จะมี Spread กว้างมาก ทำให้ต้นทุนการเข้าตำแหน่งสูงเกินไป

ทำไม Bid Offer คือ เรื่องที่นักเทรดต้องตระหนักอยู่เสมอ

อุปสงค์และอุปทานปัจจุบันเป็นตัวกำหนด Bid-Offer ทุกวินาที:

  • เมื่ออุปสงค์ > อุปทาน (มีคนอยากซื้อเยอะแต่ขายไม่มี) ทั้ง Bid และ Offer ก็จะขยับขึ้น
  • เมื่ออุปทาน > อุปสงค์ (มีคนอยากขายเยอะแต่ไม่มีคนซื้อ) ทั้ง Bid และ Offer ก็จะลดลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยเจ้าตลาดหรือธนาคาร แต่เกิดจากการตัดสินใจซื้อขายจริงของนักลงทุนหลายพันคน สิ่งนี้ทำให้ Bid-Offer นั้นคล่องตัว และสะท้อนความเป็นจริงของตลาดได้ดี

ความกว้างของ Bid-Offer บ่งบอกถึงสภาพคล่องของตลาด

เมื่อคุณมองดู Bid-Offer ในแอปลิเคชัน คุณควรจดจำรูปแบบเหล่านี้:

Bid แคบ + Offer แคบ: มีเทรนด์แต่ยัง volume ต่ำ คนยังไม่เข้ามาเทรดมาก หากเห็นการซื้อเข้ามาเรื่อย ๆ ให้จับตาดู เพราะอาจมีการเลื่อนตัวขึ้นเมื่อ volume เพิ่มขึ้น

Bid แคบ + Offer กว้าง: เป็นช่วงที่ผู้ขายใหญ่ๆ เตรียมวางออร์เดอร์ขายจำนวนมาก (ราคา Offer จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ) หากมีการซื้อติดต่อกันก็เป็นช่วงที่น่าสนใจเพราะอาจเป็นจังหวะที่ผู้ขายยอมตัว

Bid กว้าง + Offer แคบ: โดยปกติเป็นช่วงท้ายของเทรนด์ขึ้น การซื้อติดต่อกันไป แต่ราคาไม่ค่อยเคลื่อนไหวเหมือนก่อน สัญญาณว่าเทรนด์อาจอ่อนตัว

Bid กว้าง + Offer กว้าง: Volume ขึ้นสูงสุด ถ้าเกิดที่จุดเริ่มเทรนด์ หรือตอน breakout ราคาอาจพุ่งขึ้นแรง แต่ถ้าที่ปลายเทรนด์ให้เตือนใจก่อนดำเนินการ

ความแตกต่างระหว่าง Bid และ Offer ที่คุณต้องรู้

ตัวชี้วัด ราคา Bid ราคา Offer
ความหมาย ราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย ราคาต่ำสุดที่ผู้ขายยินดีขาย
ค่า มักจะต่ำกว่า Offer มักจะสูงกว่า Bid
ใครได้ ผู้ขายหลักทรัพย์ (ถ้าคุณขาย) ผู้ซื้อหลักทรัพย์ (ถ้าคุณซื้อ)
สะท้อน ความต้องการหลักทรัพย์ อุปทานหลักทรัพย์
กรณีตลาดขึ้น Bid เพิ่มขึ้น Offer เพิ่มขึ้นมากกว่า Bid
กรณีตลาดลง Bid ลดลงเร็ว Offer ลดลงแต่ช้ากว่า Bid

ในแต่ละช่วงเวลา Bid-Offer ไม่มีที่หยุดนิ่ง

Bid-Offer จะเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ตามอุปสงค์และอุปทานปัจจุบัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักเทรดท่าทางเหมือนกันจึงอาจได้ราคาต่างกันในโมเมนต์ต่างกัน หากราคา Offer ตอน 10:00:00 คือ 100.50 บาท ตอน 10:00:01 อาจกลายเป็น 100.60 บาทแล้ว เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้น

หากอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ทั้ง Bid และ Offer ก็จะเคลื่อนขึ้นทีละนิด หรือบางครั้งพูดเพราะใจและพุ่งขึ้นเลยทีเดียว ในทางกลับกัน เมื่ออุปทานล้นตลาด ทั้งคู่ก็จะเลื่อนลง และเมื่อ volume ของการซื้อขายสูง Spread ก็จะแคบลง เพราะมีคนเข้ามาเทรดเยอะ ทำให้ราคาเสนอซื้อและขายเข้าหากัน

ตัวอย่างจากชีวิตจริง: สมศักดิ์ตกเข็ดด้วย Bid-Offer

สมศักดิ์เป็นนักลงทุนรายย่อยที่อยากซื้อหุ้นของหลักทรัพย์ A เขามองแอปพลิเคชันของเขา และเห็นราคาปัจจุบัน 173 ดอลลาร์ตั้ง เขาคิดว่า “ดี ราคาดี แล้วซื้อซิ 10 หุ้น = 1,730 ดอลลาร์”

แต่เมื่อสั่ง limit order ที่ 173 ดอลลาร์ สมศักดิ์พบว่าออร์เดอร์ของเขาไม่เข้า ยังติดอยู่ เหตุผลคืออะไร? เพราะราคา 173 ดอลลาร์ที่เขาเห็นนั้นมาจากราคา Bid (ราคาเสนอซื้อเก่า) ในขณะที่ ราคา Offer (ที่เขาต้องจ่าย) อยู่ที่ 173.10 ดอลลาร์

เมื่อเขาปรับลงมา order ก็เข้า และจ่ายจริง 1,731 ดอลลาร์ สมศักดิ์ตอนนั้นตระหนักว่า “ไอ้ Bid-Offer ตัวจริง” เพราะความต่างนี้ประมาณ 0.06% ดูเล็กน้อย แต่ถ้าซื้อ 10 ครั้ง ขาย 10 ครั้ง ใน 1 เดือน ก็เสียเงินไป “เปล่า ๆ” ไม่น้อย

สรุป: ทำไม Bid Offer คือ เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

Bid Offer ไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อน มันแค่ระบบจับคู่การซื้อขายตามอุปสงค์อุปทาน แต่ประสิทธิผลของมันมหาศาล ทำไม? เพราะทุกครั้งที่คุณเข้า-ออกตำแหน่ง คุณต้องผ่าน Bid-Offer สเปรด เสียสิ้นทุนจำนวนหนึ่ง

หลักทรัพย์ขนาดใหญ่เช่นหุ้น AAPL หรือ BTC ที่มีการซื้อขายจำนวนมหาศาล Spread อาจแคบเหลือ 0.01% เท่านั้น แต่หุ้นเล็ก ๆ หรือพันธบัตรบางตัว Spread อาจกว้างถึง 2-3% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเข้าตำแหน่งสูงมาก

การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสร้างรายได้ให้นักลงทุน แต่ต้องเข้าใจ Bid Offer คือ ส่วนหนึ่งของระบบที่คุณต้องเอาชนะเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี การเรียนรู้และเชี่ยวชาญในการอ่าน Bid-Offer จะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ฉลาดขึ้น และหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินอันไม่จำเป็นได้

BTC-1.4%
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด