สรุปอุปสงค์ อุปทาน: เครื่องมือหลักสำหรับนักลงทุนเข้าใจตลาด

ความเข้าใจเกี่ยวกับสรุปอุปสงค์ อุปทานนับเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกนักลงทุนควรศึกษา เพราะหลักการทั้งสองนี้ควบคุมการเคลื่อนไหวของราคาในทุกตลาดการเงิน ตั้งแต่ตลาดหุ้นไปจนถึงตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เรียนรู้วิธีการอ่านสัญญาณเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถทำการตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น

อุปสงค์และอุปทาน: ทำความเข้าใจพลังที่ขับเคลื่อนตลาด

อุปสงค์ (Demand) คือความต้องการซื้อสินค้า หลักทรัพย์ หรือสินทรัพย์ที่ระดับราคาต่างๆ ในขณะที่อุปทาน (Supply) คือปริมาณของสินทรัพย์นั้นที่ผู้ขายเตรียมไว้เพื่อขาย

เมื่อนำแนวคิดทั้งสองมารวมกัน เราจะได้เส้นกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณ เรียกว่าเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน จุดที่เส้นทั้งสองตัดกันนั้นเรียกว่าจุดดุลยภาพ (Equilibrium Point) ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดถึงสมดุล และราคาจะมีแนวโน้มค่อนข้างเสถียรในระดับนั้น

กฎพื้นฐานของอุปสงค์

ความต้องการซื้อมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับราคา กล่าวคือ:

  • เมื่อราคาลดลง → ผู้ซื้อจำนวนมากเข้ามา (ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น)
  • เมื่อราคาเพิ่มขึ้น → ผู้ซื้อลดจำนวนลง (ความต้องการซื้อลดลง)

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากสองผลกระทบ: ผลด้านรายได้ (เมื่อราคาลดลง คนรู้สึกว่ามีเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้า) และผลด้านการทดแทน (เมื่อสินค้าถูกลง คนเปลี่ยนมาใช้สินค้านี้แทนอื่นๆ)

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์ยังรวมถึง: รสนิยมของผู้ซื้อ การคาดการณ์ราคาในอนาคต จำนวนผู้บริโภค และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ

กฎพื้นฐานของอุปทาน

ความต้องการขายมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับราคา:

  • เมื่อราคาเพิ่มขึ้น → ผู้ขายต้องการเสนอขายมากขึ้น (อุปทานเพิ่มขึ้น)
  • เมื่อราคาลดลง → ผู้ขายลดความต้องการขาย (อุปทานลดลง)

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปทานประกอบด้วย: ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี จำนวนคู่แข่งในตลาด และการคาดการณ์ราคาในอนาคต

สรุปอุปสงค์อุปทาน ในตลาดการเงิน

ในตลาดการเงินจริง หลักการนี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่ซับซ้อนมากขึ้น:

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์:

  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ออนาคตเศรษฐกิจ
  • สภาพคล่องของระบบการเงิน (ปริมาณเงินที่มีในตลาด)
  • อัตราดอกเบี้ย (อัตราต่ำช่วยกระตุ้นความต้องการลงทุน)
  • ผลการดำเนินงานของบริษัท

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปทาน:

  • การตัดสินใจขยายหรือลดจำนวนหุ้นของบริษัท
  • การเข้าตลาดของบริษัทใหม่ (IPO)
  • กฎระเบียบและข้อจำกัดในการเทรด
  • ความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการผลิต

วิธีนักลงทุนใช้หลักการอุปสงค์และอุปทาน

1. ในการวิเคราะห์พื้นฐาน

นักลงทุนพิจารณาอุปสงค์สำหรับกิจการมากกว่าอุปสงค์สำหรับหุ้นเฉพาะตัว เมื่อผู้บริหารประกาศผลกำไรที่ดี หรือแนวโน้มการเติบโตในอนาคต ความต้องการซื้อหุ้นจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อมีข่าวลบ ผู้ขายจะเพิ่มมากขึ้น ราคาจะปรับลง

2. ในการวิเคราะห์เทคนิค

นักเทรดใช้เครื่องมือต่างๆ ในการตรวจสอบสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน:

การอ่านแท่งเทียน (Candle Stick):

  • แท่งเทียนสีเขียว (ราคาปิด > ราคาเปิด) = แรงซื้อชนะ
  • แท่งเทียนสีแดง (ราคาปิด < ราคาเปิด) = แรงขายชนะ
  • โดจิ (เปิดและปิดใกล้เคียง) = แรงซื้อและแรงขายเท่าๆกัน

การหาแนวรับและแนวต้าน:

  • แนวรับ (Support) = จุดที่มีแรงซื้อเข้ามา ราคามักจะสะดุดตัวขึ้น
  • แนวต้าน (Resistance) = จุดที่มีแรงขายรออยู่ ราคามักจะถูกกดให้ลงมา

การอ่านแนวโน้ม (Trend):

  • ขาขึ้นต่อเนื่อง = ราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อยๆ (แรงซื้อไม่ยอมแพ้)
  • ขาลงต่อเนื่อง = ราคาทำจุดต่ำใหม่เรื่อยๆ (แรงขายไม่ยอมแพ้)
  • ระยะแกว่ง = ราคาเคลื่อนไหวในกรอบ (แรงเสมอกัน)

จับจังหวะเทรดด้วยอุปสงค์อุปทาน: เทคนิค Demand Supply Zone

เทคนิค Demand Supply Zone ใช้การมองหาจุดที่ราคาเปลี่ยนทิศทาง และนำมาใช้ในการทำรายการ

การกลับตัวของราคา (Reversal)

1) Demand Zone Drop Base Rally (DBR) – การกลับตัวเป็นขาขึ้น

ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว (Drop) เนื่องจากมีแรงขายเกินสมดุล จากนั้นราคาพักตัวในกรอบ (Base) เมื่อแรงซื้อเข้ามา ราคาจะทะลุขึ้นไป (Rally) นักเทรดสามารถเข้าซื้อที่จุดเบรคเอาท์

2) Supply Zone Rally Base Drop (RBD) – การกลับตัวเป็นขาลง

ราคาวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rally) เนื่องจากมีแรงซื้อเกิน จากนั้นพักตัวในกรอบ (Base) เมื่อแรงขายเข้ามา ราคาจะทะลุลงไป (Drop) นักเทรดเข้าขายที่จุดเบรคเอาท์

การต่อเนื่องของแนวโน้ม (Continuation)

1) Demand Zone Rally Base Rally (RBR) – ขาขึ้นต่อเนื่อง

ราคาวิ่งขึ้น พักตัว แล้ววิ่งขึ้นอีกครั้ง สะท้อนว่าแรงซื้อยังคงมีกำลัง

2) Supply Zone Drop Base Drop (DBD) – ขาลงต่อเนื่อง

ราคาดิ่งลง พักตัว แล้วดิ่งลงอีกครั้ง สะท้อนว่าแรงขายยังคงแข็งแรง

ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้

  1. ไม่มีตัวบ่งชี้ที่สมบูรณ์แบบ – อุปสงค์และอุปทานให้ภาพรวมเท่านั้น ต้องรวมกับปัจจัยอื่นๆ

  2. ตลาดไม่ได้ทำงานกลับด้านเสมอไป – ราคาสามารถขยับขึ้นลงตามความรู้สึกและข่าวสารของตลาด

  3. ต้องการฝึกฝน – การเรียนรู้ทฤษฎีต่างจากการนำไปใช้จริง ลองศึกษาจากกราฟราคาจริงจะช่วยให้เข้าใจได้ลึกขึ้น

  4. สภาพแวดล้อมตลาดเปลี่ยนไป – ตลาดที่ผันผวน (Volatile) จะมีสัญญาณที่ชัดเจนกว่าตลาดที่นิ่ง

สรุป

สรุปอุปสงค์ อุปทานคือเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่าตลาดทำงานอย่างไร ทั้งในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และการปฏิบัติของนักเทรด เมื่อคุณเข้าใจแรงซื้อและแรงขาย คุณจะสามารถอ่านตลาดได้ดีขึ้น ทำให้สามารถจับจังหวะซื้อขายได้ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ความรู้ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่พอ การฝึกฝนและการศึกษาจากกราฟราคาจริงจะช่วยให้คุณมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาด

This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด